ชู 3 กลยุทธ์สวนกระแสปลุกธุรกิจขายตรง
“วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” กำลังกลายเป็นปัญหาลุกลามที่ส่งผลให้หลายประเทศ หลายธุรกิจ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นยิ่งใหญ่ เมื่อยักษ์ใหญ่เริ่มซวนเซ ย่อมทำให้ประเทศ อื่น ๆ ที่อยู่รอบข้างต้องเกิดอาการสะดุดไปด้วยเช่นกัน แล้วแต่ว่าใครจะรู้จักแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อรักษาตัว รักษาธุรกิจให้อยู่รอดปลอด ภัย หรือกลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จใน อนาคต
เช่นเดียวกับที่บรรดาผู้คนในแวดวงธุรกิจขายตรงกำลังเห็นโอกาสครั้งสำคัญเช่น นี้ โดยเมื่อ วันที่ 8-10 ต.ค. ที่ผ่านมา บริษัท แอม เวย์ ประเทศไทย จำกัด ยักษ์ใหญ่ธุรกิจขาย ตรงของโลก ได้พาสื่อมวลชนไปร่วมสำรวจ ความคิดเห็นของการแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2008 ที่จัดขึ้นที่ดินแดนลอดช่อง สิงคโปร์ ที่บริษัทขายตรงทั่วโลกต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ผลของวิกฤติครั้งนี้กำลังกลายเป็นปีทองของธุรกิจขายตรงแน่นอน
โดย “ดั๊ก เดอ โวส” ประธานบริษัท อัลติคอร์ อิงค์ บริษัทแม่ ของยักษ์ใหญ่ “แอมเวย์” เปิดอกเล่าให้ฟังว่า ได้มองเห็นความผันผวนที่เกิดขึ้นในโลก แต่ก็มองเห็นโอกาสทองที่จะสามารถพลิกวิกฤติ ที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสได้ เพราะธุรกิจขายตรงมีโอกาสเจิดจ้าได้อีกมาก ดูอย่างเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาที่เกิดวิกฤติเศรษฐ กิจในเอเชีย แต่บริษัทก็สามารถผ่านมาได้ จึงยิ่งมั่นใจว่าวิกฤติการเงินโลกครั้งนี้ก็จะผ่านไปได้ เช่นกัน
ทั้งนี้แอมเวย์มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ สหรัฐอเมริกา และมีตลาดใหญ่อยู่ในสหรัฐ ที่มียอดขายในสัดส่วน 20% ของยอดขายแอมเวย์ทั่วโลก หรือประมาณ 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากยอดขายรวมทั้งบริษัททั่วโลก 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อน แม้เกิดวิกฤติในสหรัฐบริษัทไม่ได้รับผลกระทบด้านยอดขายหดตัวลงแต่อย่างใด ที่ผ่านมามียอดขายที่เติบโตได้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย สิ่งสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสินค้า และ บุคลากรอย่างไม่หยุดนิ่ง
พร้อมกันนี้ แอมเวย์ได้ประกาศแผนสำคัญในการบุกตลาด สหรัฐครั้งใหญ่ ทั้งลงทุนพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่และงบการตลาดครั้งสำคัญ ให้มีสินค้าออกสู่ตลาดที่ตรงใจกับผู้บริโภคมากสุด จึงได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีไว้ปลุกตลาดสหรัฐแล้ว และคาดหวังอีกว่าจะช่วยปลุกตลาดสหรัฐกลับมาเติบโตได้มากขึ้นในอนาคต ถือว่าเป็นการลงทุนที่สวนกระแสเศรษฐกิจที่เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมทุ่มงบไว้ลงทุนทั่วโลกในปีหน้ากว่า 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยมีมูลค่ากว่า 3,300 ล้านบาท เป็นงบลงทุนที่เท่ากับปีก่อน ท่ามกลางกระแสบริษัทเอกชนพากันหั่นงบลงจำนวนมาก แต่บริษัทยังเดินหน้าลงทุนต่อไป เพราะเห็นว่าธุรกิจหลักของแอมเวย์อยู่ในสินค้าสุขภาพและความงาม ถือเป็นสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ต่อ ไปและนวัตกรรมในการผลิตสินค้าใหม่ ๆ เป็นแนวทางที่บริษัทดำเนินการมาตลอด ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
สำหรับมูลค่าของตลาดขายตรงทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 114,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3.76 ล้านล้านบาท และมีประชาชนทั่วโลกที่ประกอบอาชีพขายตรงประมาณ 60 ล้านคน จากประ ชากรโลกที่มีอยู่หลายพันล้านคน และมีประเทศที่มีบริษัทขายตรงประมาณ 180 ประเทศ จึงมีช่องว่างอีกมากที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เติบโตได้ แต่แนวทางสำคัญไม่ใช่การแข่งขันขายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว
“นายใหญ่ดั๊ก” ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า สิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป คือ การพัฒนาบุคลากรของอาชีพขายตรงให้มีความรู้ สามารถตามโลกให้ทัน ทำการสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจถึงรูปแบบของธุรกิจขายตรงมีประโยชน์อย่างไรบ้าง พร้อมกับเสริมสร้างจรรยาบรรณของผู้ประกอบอาชีพขายตรง
ส่วนตลาดไทย ก็ถือเป็นตลาดสำคัญเช่นกัน เพราะยอดขายในไทยสูงสุดติดอันดับ 6 ของยอดขายแอมเวย์ทั่วโลก และเป็นตลาดที่เป็น ผู้นำในตลาดโลกเช่นกัน ในปีที่ผ่านมายอดขาย แอมเวย์ในไทยทะลุ 10,500 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมือง
ด้าน “ปรีชา ประกอบกิจ” กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สถานการณ์ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเป็นแบบนี้มา 2 ปีแล้ว ถือเป็นปัจจัยลบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่บริษัทมองหาโอกาสใหม่ในการบุกตลาดตลอดเวลา ด้วยการพัฒนาสินค้าและเสริมทัพนักขายตรงให้มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพสอด คล้องกันไปด้วย จึงช่วยให้ยอดขายแอมเวย์ในไทยเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในทุกปี จึงมีความมั่นใจว่า ยอดขายในปีนี้จะทำสถิติใหม่สูงเป็นประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
ขณะที่ “รัตนา ชาญนรา” ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดของแอมเวย์ฯ ช่วยเสริมให้เห็นว่า ยอดขายสินค้าที่วางตลาดแต่ละตัวประสบความสำเร็จเกินคาดหมายทุกตัว ทั้ง อาทิสทรี ครีมแอล/เอ็กซ์ และนูทริไลท์ เป็นต้น มาจากการที่บริษัทเน้นออกสินค้าให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า และมี นวัตกรรมที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้เฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายแตะระดับ 1,000 ล้านบาทแทบจะทุกเดือน
“แนวทางสำคัญที่ทำให้ตลาดแอมเวย์ในไทยประสบความสำเร็จสูงเมื่อเทียบกับ ประเทศ อื่น มาจากการมุ่งมั่นสร้างแบรนด์แอมเวย์ให้อยู่ในใจผู้บริโภค ปรับปรุงระบบการสมัครสมาชิกให้มีความสะดวกและมีช่องทางในการสมัคร สมาชิกได้หลากหลายขึ้น และออกสินค้าใหม่ แต่ละสินค้าให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ทำให้มั่นใจว่ายอดขายแอมเวย์ปีนี้ต้องโตเป็นตัวเลขสองหลักเหมือนทุกปีที่ ผ่านมา แม้ เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศก็ตาม”
แอมเวย์ทั่วโลกปีนี้ จะเป็นปีที่สดใสอีกหนึ่งปี จากการไหลบ่าเข้ามาประกอบอาชีพขายตรงของคนทั่วโลก และบริษัทได้เปิดอ้าพร้อมรับสมาชิกใหม่ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ปีกของแอมเวย์ อย่างต่อเนื่อง และเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ คาดว่าสิ้นปีนี้ยอดขายแอมเวย์ทั่วโลกจะเติบโตไม่ต่ำกว่าปีก่อนเช่นกัน
ส่วนประธานสมาพันธ์การขายตรงโลกคนล่าสุด น.ส.แอนเดรีย จัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวอน คอสเมติคส์ จำกัด ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซาและในอนาคตมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย อาจทำให้เกิดการตกงานและมีคนจำนวนมากที่ว่าง งานเกิดขึ้น ไม่มีรายได้ที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จึงต้องหันมามองอาชีพขายตรงมากขึ้น เพราะเห็นโอกาสสำคัญของธุรกิจขายตรง จึงถือได้ว่าธุรกิจขายตรงไม่เคยสว่างจ้ามากเท่านี้มาก่อน และจากข้อมูลทั่วโลกพบว่า มีคนทั่วโลกที่มีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวนกว่า 100 ล้านคน ดังนั้นธุรกิจขายตรง จึงเป็นโอกาสของทุกคนไม่ว่าอยู่ในอาชีพไหนก็ตาม
ท้ายสุด ! แอมเวย์จึงขอฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า ภาพรวมตลาดขายตรงในปีนี้และปีหน้า จะยังคงสดใสได้ต่อไป เพราะจากสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนต้องแสวงหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ด้วยการหันมาประกอบอาชีพขายตรง และในไทยมีประชาชนประกอบอาชีพขายตรงเพียง 3 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ในอนาคตจำนวนนักขายตรงในไทยต้องเพิ่มขึ้นได้อีกมากแน่นอน แม้ยังคาดการณ์ไม่ได้ก็ตาม จะมีประชาชนอีกกี่ล้านคนที่จะเข้ามาประกอบอาชีพขายตรง
ปีทองของธุรกิจขายตรงไทยและทั่วโลก อยู่ในช่วงสดใสสวนกระแสเศรษฐกิจโลก ที่ถอยสู่ขาลง เข้าตำราในทุกวิกฤติก็มีโอกาสใหม่ ๆ หนทางสว่างเกิดขึ้นเสมอ !!.


