กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าแผนธุรกิจปี 2551 บริษัทจะใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30-40% เพื่อการทำตลาดและพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจแอมเวย์ โดยแบ่งงบออกเป็น สำหรับการส่งเสริมการขาย การตลาด และ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ 650 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด "คุณภาพเวิลด์คลาส" รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์แอมเวย์ต่อเนื่อง
การเพิ่มงบครั้งนี้เนื่องจากมองว่าบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเริ่มกลับมาแล้ว เหตุจากผู้บริโภคเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ประกาศออกมา โดยเฉพาะในโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ รวมทั้งรองรับภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากที่มีบริษัทต่างชาติและ บริษัทคนไทยได้เข้ามาในธุรกิจขายตรง ขณะเดียวกัน เพื่อสานเป้าหมายการเติบโตเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยยอดขาย 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจะต้องสร้างการเติบโตในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10-15% นอกจากนี้ จะใช้งบประมาณอีก 150 ล้านบาท ในการเปิด แอมเวย์ช็อป 3 แห่ง ทำให้สิ้นปีมีร้านแอมเวย์ ช็อป 44 แห่ง พร้อมทั้งใช้ในการพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจแอมเวย์ โดยจัดทำโปรแกรมใหม่ RMDM หรือศูนย์ข้อมูลรายงานความเคลื่อนไหวขององค์กรนักธุรกิจ ชู 3 แผนลุยตลาดขายตรง นายปรีชา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการตลาดนั้น จะเน้น 3 กลยุทธ์หลักในการทำตลาด คือ ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าเชิงลึก (Consumer Focus) เน้นการ เพิ่มศักยภาพองค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ สู่ระดับเวิลด์คลาส และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และรูปแบบการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยน ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด อีกทั้งปีนี้ ยังคงเน้นการสร้างยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ สุขภาพและความงาม คือ เสริมอาหาร นิวทริไลท์ และเครื่องสำอาง อาร์ทิสทรี เป็นหลัก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีอัตราการเติบโต อย่างต่อเนื่อง ตามแนวโน้มของกระแสสุขภาพที่ยังมาแรง “ปัจจุบันแอมเวย์มีสมาชิกทำธุรกิจ 3.3 แสนราย และมีสมาชิกซื้อสินค้า 4 แสนราย โดยแต่ละปีจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเฉลี่ย 2.5 หมื่นรายต่อปี“ นายปรีชา กล่าวต่อถึงผลประกอบการบริษัทในปีบัญชี 2550 สิ้นสุดในเดือนธ.ค. ว่า มียอดขาย 10,150 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นยอดเติบโต 4-5% จากรายได้ปีก่อน 9,720 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันธุรกิจขายตรงมีมูลค่าตลาดรวม 4 หมื่นล้านบาท มี สัดส่วนเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่า 3 หมื่นล้านล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าธุรกิจขายตรงปีนี้ ยังเติบโตต่อเนื่อง


